ยุทธนา
แซ่เตียว (2547) ปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการถ่ายทอดความรู้ภายในองค์กรได้แก่วัฒนธรรมขององค์กร
ในการถ่ายทอดความรู้ระหว่างบุคคลภายในองค์กรด้วยกัน
สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นปัญหาอยู่เสมอก็คือ การที่ผู้ที่มีความรู้นั้นไม่อยากถ่ายทอด
หรือเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า “อมภูมิ” ซึ่งอาจเป็นเพราะการมีความรู้ดังกล่าวทำให้บุคคลนั้นมีอำนาจ
มีความสำคัญ
บางองค์กรทำให้ปัญหาดังกล่าวนี้เลวร้ายมากยิ่งขึ้นด้วยการประเมินบุคลากรจากความรู้ที่มี
โดยไม่ให้โอกาสในการสนับสนุนบุคลากรอย่างทั่วถึง
หรือแม้แต่การนำความรู้มาใช้เพื่อเป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองภายในองค์กรอีกด้วย
ในขณะที่ฟากผู้รับความรู้
ก็เกิดปัญหาความไม่ยอมรับในตัวผู้ถ่ายทอดความรู้โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นบุคลากรระดับเดียวกัน
เคยปฏิบัติงานร่วมกันมานาน
บุคคลที่มีประสบการณ์มากกว่าความรู้
มักจะเปิดรับความรู้จากการถ่ายทอดในลักษณะดังกล่าวนี้ได้ยาก หรือบางองค์อรมีวัฒนธรรมการแข่งขันที่สูงมาก
ลำพังจะทำให้พนักงานมีความรักความสามัคคีกันก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว
เมื่อต้องมีการแข่งขันกันยิ่งทำให้การรับและถ่ายทอดความรู้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรอีกลักษะหนึ่งคือ บุคคลขาดความกระตือรือร้นในการหาความรู้โดยทั่วไปการหาความรู้ของบุคลากรมักจะมีแนวโน้มที่ถดถอยลงเมื่ออายุสูงขึ้น
เรียกว่าทำงานอยู่ตัวแล้ว
ก็เลยพยายามทำงานจากทักษะหรือประสบการณ์มากกว่าการใช้ความคิดที่ได้จากการเรียนรู้มาพัฒนาตนเอง
ไพโรจน์ ชลารักษ์ (2551) กล่าวว่า ปัจจัยหรือองค์ประกอบของความรู้
(factors of knowledge) ต้องอาศัยปัจจัยทั้งภายในและภายนอกดังนี้
1.
ปัจจัยภายนอก
หมายถึง สิ่งที่คนสามารถรับรู้ (perceive) หรือสัมผัส แล้วทำให้เกิดความรู้ขึ้นในตัวคนได้แก่
1.
ข้อเท็จจริง (fact) หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ (phenomena) สิ่งเหล่านี้นั้นมีอยู่ เป็นอยู่ ดำรงอยู่ (being)
เป็นปกติมาก่อนกำเนิดของมนุษย์แล้วไม่ว่าจะมีมนุษย์เกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม
และเมื่อมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นแล้ว ปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านนี้ก็ยังคงมี เป็นอยู่
หรือดำรงอยู่เช่นเดิม มนุษย์มีศักยภาพในการรับรู้หรือสัมผัสสิ่งเหล่านนี้ได้
2.
ข้อมูล (data) เป็นสิ่งที่มนุษย์บัญญัติ (name) ขึ้นจากการได้รับรู้หรือสัมผัสปรากฏการณ์ธรรมชาติแล้วจำแนกแยกแยะ (identifying) จดจำหรือทำการบันทึก(recording) และแจงนับ (numbering)
ไว้เมื่อใดที่มนุษย์รับรู้หรือสัมผัสข้อมูลก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาได้เช่นกัน
3.
สารสนเทศ (information) หมายถึงข้อมูลที่ได้รับการจัดกระทำโดยมนุษย์เพื่อให้มีความหมายสำหรับใช้สื่อสารกับมนุษย์ด้วยกันให้กว้างขวางขึ้น
เมื่อมนุษย์รับสารสนเทศแล้วก็จะนำไปผสมผสานกับข้อมูล
หรือความรู้เดิมทำให้เกิดความรู้ใหม่
4.
เหตูการณ์ (event) หมายถึง ปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วดำเนินไปหรือดำรงอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งซึ่งไม่นานนักแล้วก็สิ้นสูญหรือหยุดไป
2.
ปัจจัยภายใน
หมายถึง ภาวะในตัวมนุษย์เอง ณ
เวลาที่ได้รับรู้หรือสัมผัสปัจจัยภายนอกว่าพร้อมที่จะรู้ได้เพียงใด
หากอยู่ในภาวะไม่พร้อมก็อาจไม่เกิดความรู้ได้หรืออาจไม่รับรู้เอาเลย
1.
จิต (mind) เป็นธาตุ (element) นามธรรม
(abstract) ที่เป็นตัวรู้ สรรพสิ่ง
ในคำสอนของพระพุทธศาสนาอธิบายว่าจิตเปลี่ยนแปลงง่ายๆและเร็วมากเปลี่ยนแปลงตลอกเวลาไม่อยู่นิ่งจึงสามารถสัมผัสและรับรู้สิ่งต่างๆได้รวดเร็วและแต่มากแต่ถ้าเมื่อใดที่คนสามารถทำให้จิตของตนหยุดนิ่งเป็นสมาธิ
อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วจะเกิดความสะว่างเป็นปัญญาได้และจะไม่รับรู้สิ่งภายนอกอื่นอีกเลย
2.
อารมณ์ (emotion)
หมายถึงภาวะจิตที่นิ่งหรือมุ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นกระแสติดต่อกันยาวนานโดยสิ่งอื่นไม่สามารถเข้าถึงหรือเข้าแทนได้
บดินทร์
วิจารณ์. (2547) ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการจัดการความรู้ การจัดการความรู้ได้สำเร็จแท้จริงหมายความว่า
ใช้ความรู้แก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่สำเร็จ
ลุล่วงได้ผลลัพธ์สมสมตามความมุ่งหวังที่ตั้งไว้แต่แรก
ความสำเร็จในการจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาจึงมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการคือ
1.
ปัจจัยในตัวคนหรือปัจจัยภายในองค์กร
หมายถึงส่วนประกอบที่เป็นคุณสมบัติของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความรู้ที่จะใช้แก้ปัญหาภายในนั้นถ้าเป็นปัญหาส่วนตัวของบุคคลเดียวก็หมายถึงปัจจัยในตัวบุคคลที่เผชิญปัญหานั้นเอง
เช่น ความรู้จักและเข้าใจหรือตระหนักความเป็นปัญหามากน้อยเพียงใดกำลังใจความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหามีมากน้อยเพียงใด
ความคาดหวังอยากจะให้เป็นไปของปัญหาเป็นอย่างไร และความรู้ที่จะใช้แก้ปัญหามีมากหรือน้อยหรือมีความเหมาะสมเพียงใดเป็นต้น
หากเป็นปัญหาในองค์กร ปัจจัยภายในองค์กรได้แก่จำนวนคนในองค์กรความสัมพันธ์ของบุคลากร
ปัจจัยภายในองค์กร ทัศนคติความมุ่งหวังของคนในองค์กร
เอกภาพความสามัคคีของคนในองค์กรและอื่นๆ ถ้าหากเป็นปัญหาสาธารณะ
การจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาสาธารณะให้สำเร็จนอกจากต้องอาศัยปัจจัยทั้งแบบส่วนตัว
ปัจจัยลักษะกลุ่มหรือองค์กรแล้วยังต้องคำนึงถึงบรรยากาศ ความรู้สึกและท่าทีทัศนะของผู้ร่วมเผชิญปัญหาด้วยว่าตระหนักถึงความสำคัญของการแสวงหาความรู้และร่วมมือร่วมใจกันใช้ความรู้แก้ปัญหาอย่างจริงจังหรือจริงใจหรือไม่
โดยสรุปแล้วการจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหามีปัจจัยภายในสำคัญ 3 ส่วนคือ ความรู้อันได้แก่
ความรู้ที่ต้องการจัดการกับความรู้ที่จะใช้จัดการความรู้เรื่องนั้น ส่วนที่สองคือความเต็มใจและความตั้งใจในการจัดการ
และส่วนที่สามได้แก่ความร่วมมือในการปฏิบัติ
2. ปัจจัยภายนอก หมายถึงส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมที่เกี่ยวกับความรู้และกระบวนการในการแก้ปัญหาซึ่งอาจจำแนกได้เป็น
4 ปัจจัยย่อยดังนี้
1. แหล่งความรู้ที่จะใช้แสวงหาเพื่อสนับสนุนการใช้ความรู้มีหรือไม่เพียงพอหรือไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงใด
2. แหล่งสนับสนุนด้านเรื่องเครื่องมืออุปกรณ์ วัสดุ
หรือทรัพยากรต่างๆที่ใช้เพื่อการจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหา เช่น
การจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาน้ำเสียของชุมชนเมื่อได้ความรู้เรื่องการแก้ปัญหาน้ำเสียได้แล้วจำเป็นต้องหาสถานที่
เครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ เวลาและการแสวงหาวิธีการทำงานที่ดีจึงจะแก้ปัญหาน้ำเสียได้สำเร็จ
3. โอกาสและวิธีการทำงานที่เหมาะสมโอกาส หมายถึง ช่วงเวลาที่เหมาะสม
ที่จะทำงานบางอย่าง
และโอกาสนั้นสัมพันธ์กับวิธีการทำงานด้วยการแก้ปัญหาเดียวกันแต่ต่างเวลากันอาจต้องใช้วิธีการต่างกัน
มิฉะนั้นอาจไม่ประสบความสำเร็จได้
4. ความร่วมมืออย่างจริงใจและจริงจัง
ของผู้เกี่ยวข้องซึ้งบางโอกาสอาจไม่ใช่
ผู้รับผลจากการแก้ปัญหาโดยตรง
เช่น องค์กรเอกชน หรือหน่วยงานราชการที่เข้าไปร่วมมือช่วยหรือหรือสนับสนุนชุมชน
หรือบุคคล หรือองค์กรบางองค์กรให้สามารถใช้ความรู้เพื่อจัดการปัญหา
ของชุมชนหรือองค์กรนั้น
เมื่อเข้าถึงปัญหาได้แล้วผู้เข้าไปช่วยเหลือร่วมมือตามหรือที่ที่รับผิดชอบ
แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนจากการแก้ปัญหาโดยตรงความจริงจังในการช่วยร่วมมือแก้ปัญหาอาจไม่เต็มที่หรือน้อยเกินไป
3. ปัจจัยร่วมระหว่างปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก หมายถึง “สิ่ง” หรือ “อะไรบางอย่าง” ที่ทำหน้าที่ให้ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกทำงานร่วมกัน
ได้อย่างราบรื่น และเกิดประสิทธิผล อาจเรียกสิ่งนี้ว่า “การบริหารจัดการ” แต่เป็นการบริหารจัดการหรือการปฏิบัติเฉพาะกรณีแท้ๆ
ที่เรียกว่า “เคล็ดลับ” ของความสำเร็จ เช่น เคล็ดลับการปรุงอาหารให้อร่อยกว่ากันจากสูตรผสมและกระบวนการปรุงเหมือนกัน
แต่ได้รสชาติออกมาไมเหมือนกัน เป็นต้น
ในการจัดการเรียนรู้นั้นผู้จัดการความรู้อาจต้องใช้ “กลเม็ด” บางอย่างเพื่อช่วยให้เกิดผลสำเร็จสูงกว่าปกติได้
สรุป
มนุษย์ทุกคนมีปัญหาที่ต้องเผชิญและต้องแก้ไขให้ลุล่วงทุกวันจึงเรียกว่าปัญหาในชีวิตประจำวัน
ซึ่งถือได้ว่าเป็นธรรมดาหรือเรื่องปกติของทุกคน ทุกสังคมต้องมีปัญหา
โดยธรรมชาติของปัญหามีทั้งปัญหาเล็กและปัญหาใหญ่
ปัญหาส่วนตัวและปัญหาส่วนรวมซึ่งมีสาเหตุมาจากทั้งที่เกิดจากธรรมชาติ
และการกระทำของมนุษย์เองการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันต้องใช้ความรู้และการจัดการความรู้อยู่ตลอกเวลาการจัดการความรู้เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันต้องจัดการอย่างเป็นระบบที่ดีมีวิธีการที่ดี
มีการเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอ
แม้กระทั้งการจัดการความรู้ก็มีปัญหาและอุปสรรคในตัวเองเช่นกัน
มนุษย์ทุกคนจึงควรสร้างและพัฒนาปัจจัยแห่งความสำเร็จในการจัดการความรู้ไว้ให้สมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา
อ้างอิง
ยุทธนา
แซ่เตียว.(2547). การวัด การวิเคราะห์
และการจัดการความรู้: สร้างองค์กรอัจฉริยะ
กรุงเทพฯ : สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ.
ไพโรจน์ ชลารักษ์. (2551). การจัดการความรู้ : สังกัปทางทฤษฎี. พิมพ์ครั้งที่ 1. นครปฐม : เพชรเกษม พริ้นติ้ง กรุป.
บดินทร์ วิจารณ์. (2547). การจัดการความรู้สู่ปัญญาปฏิบัติ.
พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ
: เอ็กซเปอร์เน็ท.